// you’re reading...

Australia Trip

Blue Mountains : ภูเขาสีฟ้า

ตอนที่เห็นตารางท่องเที่ยวว่าตัวเองจะได้ไปที่  Blue Mountains ในซิดนีย์ ออสเตรเลียด้วย ก็คิดภาพไม่ออกว่าที่นั่นจะเป็นยังไง จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาได้ไปสัมผัสจริงๆ ถึงได้รู้ว่า ไม่เพียงแค่วิวที่ติดกล้องถ่ายภาพกลับมาถึงบ้านด้วย แต่ความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับ Blue Mountains ก็ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ ชนิดที่ว่าแค่ได้ยินชื่อ ภาพทุกอย่างที่เคยได้เห็นบน Blue Mountains ก็ผุดขึ้นมาแทบจะในทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียกว่าจากกรุความทรงจำนานนัก….

ในเช้าวันก่อนไป ทุกคนต้องตื่นตั้งแต่เช้า นั่นเป็นเพราะรู้ว่าการเดินทางจากซิดนีย์มุ่งหน้าตรงไปยัง Blue Mountains กินระยะทาง 100 กิโลเมตร แม้ทางราบเรียบไม่มีปัญหา ออกมอเตอร์เวย์สบายใจเฉิบ และก็ไม่มีรถรามากมายอย่างที่คิด แต่การที่เราอยากจะใช้เวลาบน Blue Mountains ได้มากๆ และกลับมาทันกินมื้อค่ำที่ซิดนีย์ก่อนที่ร้านจะปิด ก็ต้องตารีตาเหลือกไม่อาบน้ำในช่วงเช้ากันสักหน่อย

bluemountains31

ใจไม่ได้ทานมื้อเช้าที่ซิดนีย์แทบสักวัน ทั้งๆ ที่ค่าอาหารไม่ได้จ่ายเองสักมื้อ แต่เป็นเพราะว่า นอนดึก และกำหนดจะต้องออกแต่ห้องพักของโรงแรมแต่เช้า ทำให้พลาดอาหารเช้าของที่โรงแรมทุกมื้อไป แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะหลังจากที่นั่งคอพับคอเหวี่ยงมาเกิน 1 ชั่วโมง ปล่อยให้ไกด์และสารถีขับรถจำเป็นของเราขับรถมาถึงที่ Blue Mountains เป้าหมายแรกของพวกเราคือร้านอาหารที่อยู่เลยหมู่บ้านใจกลาง Blue Mountains ไปนิดหนึ่ง เพื่อให้เราได้เก็บเสบียงใส่ในท้องเสียก่อน ที่จะออกรบกับ Blue Mountains ในวันนี้แทบทั้งวัน โดยหลังจากมื้อเช้า+มื้อกลางวันเสร็จสิ้น พวกเราก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลักของ Blue Mountains

คุณเคยนึกภาพออกไหมว่า ภูเขาในต่างประเทศจะเป็นอย่างไร และเขาจะทำให้การท่องเที่ยวบนภูเขาให้น่าสนใจกว่าดอยการเอาป้ายมาปักแล้วบอกว่า นี่คือ “ดอยอินทนนท์” “ภูชี้ฟ้า” “ผาตั้ง” ได้อย่างไร?? บอกตรงๆ ใจก็นึกภาพไม่ออก เมื่อครั้งก่อนเคยไปเดินเขาที่เวียดนาม ก็เห็นว่ามันก็ต่างกับที่เมืองไทย ที่บ้านมีภูเขาเหมือนกัน แต่ไม่มีนาขั้นบันไดมหาศาลแบบนั้น และเราก็ไม่คิดจะเอาทางเดินบนนาข้าว และไหล่ของเราเป็นจุดขายเลยแม้แต่น้อย

ว่ากันว่า ที่นี่เป็นที่ๆ หนาวที่สุดในซิดนีย์ ปกติอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของที่นี่มักจะต่ำกว่าซิดนีย์อยู่ที่ 7 องศา ด้วยเพราะเป็นแนวเขาที่สูงที่สุดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ดังนั้นหากเป็นหน้าหนาวก็มักจะหนาวกว่าใครเขา หลายคนมักจะมาซื้อบ้านที่นี่โดยให้มันทำหน้าที่เป็นบ้านหลังที่สอง หน้าหนาวก็แวะมานอนพัก หรือตั้งแคมป์กันสักที จะให้ดียิ่งขึ้นคือมานั่งกลางแดดอ่อนๆ เอาชามานั่งจิบ พร้อมกับดื่มดำบรรยากาศรอบข้าง หลายคนมักจะใช้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนในหน้าหนาว  ไกด์บอกว่าเมื่อก่อนก็เป็นแบบนั้น สมัยโบราณแต่ไหนแต่ไรมา การดื่มชาอังกฤษบน  Blue Mountains  ก็เป็นที่นิยมเสมอมา 

bluemountains23

จุดที่น่าสนใจที่สุด และมักเป็นจุดแรกของนักท่องเที่ยวทุกคนที่ต้องมาแวะพักบน Blue Mountains ก็คือจุดบริการจอดรถและนั่งกระเช้า นั่งรถไฟที่สูงชันลงไปยังเหมืองเก่าอยู่ในระแวกเดียวกัน รวมถึงการเดินในทางเดินไม้ที่เขาทำไว้ให้สัมผัสบรรยากาศของภูเขาแห่งนี้ โดยเรียกรวมๆ กันว่า Scenic World ในนั้นรวมเอาบริการหลายอย่างไว้ข้างใน ได้แก่ Skyway  เขาว่าเป็น world first Electro-Sceni Glass Floor หรือเป็นกระเช้าติดกระชกด้านข้าง และตรงกลางของกระเช้าเพื่อให้มองเห็นเบื้องล่างอย่างชัดเจน เขาติดระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดึงกระเช้าข้ามจากเขาลูกหนึ่งไปยังเขาอีกลูกหนึ่ง เมื่อตอนที่ใจขึ้นไป ไม่กล้าแม้จะยืนมองตรงกระจกตรงกลางกระเช้านั่นจริงๆ เอาแต่มองออกไปด้านข้างตลอดเวลา คุณคงนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าต้องยืนอยู่บนกระเช้าที่เป็นกระจก แล้วเห็นเท้าตัวเองมีเพียงกระจกกั้นกลางกับเบื้องล่างที่สูงถึง 270 เมตรเป็นอย่างไร…ไม่เพียงเท่านั้นสิ กระเช้ายังยาว 720 เมตร ….. ค่อยๆ ลากไปด้วยความเชื่องช้ากว่าจะถึงก็ทำเอาใจหายใจคว่ำพอสมควร

นอกจากนี้ยังมี  Scenic Walkway กระเช้าความยาว 545 เมตร อยู่สูงเหนือจากพื้น 300 เมตร ที่จะพาผู้คนได้มองเห็นแนวป่าเขาของ  Jamison valley หรือย่านเดียวกันกับที่เราไปนั่งกินอาหารเมื่อกลางวัน เขาเรียกเหมารวมแนวเขาย่านนี้ว่า  Jamison valley แต่ทั้งหมดนั่นคือ Blue Mountains ต่อไปเป็นทัวร์  Scenic Railway รถรางแบบที่ลงมาตามทางซึ่งเป็นภูเขา แบบว่านั่งเอียงตลอดเวลา บรรจุคนได้ 84 คน ใช้เวลาทั้งสิ้น 10 นาที ทะลุอุโมงค์ และต้นไม้ใบ้หญ้าลงสู่ที่จอดด้านล่าง โดยมากแล้วการทัวร์แบบนี้มักจะเริ่มต้นจาก  Skyway  มาต่อที่  Scenic Railway และต่อด้วย Scenic Walkway 

bluemountains19

จุดสุดท้ายลงจากรถไฟที่แต่เดิมเขาใช้ขนคนเข้าเหมืองถ่านหิน จนผู้คนนิยม เลยกลายเป็นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนอย่างที่เห็นในเวลาต่อมา นั่นก็คือ การเดินป่าระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งเขาทำทางเดินไม้เอาไว้แล้วเป็นอย่างดี แม้แดดจะแรงข้างบนนั่น แต่เมื่อลงมายังจุดเดินป่าที่อยู่ลึกลงมาในหุบเขา เรากลับถูกต้นไม้ต้นใหญ่บังแดดเอาไว้เสียมิด ทำให้อดมองนาฬิกาที่ข้อมือเสียไม่ได้ว่าเวลากับบรรยากาศรอบข้างช่างไม่เข้ากันเสียนี่กระไน โดยตลอดทางเดินมีการเขียนป้ายชื่อและที่มาของต้นไม้โบราณของออสเตรเลีย ทางผ่านช่วงหนึ่งเป็นเหมืองถ่านหินเก่าแทรกอยู่ด้วย

เมื่อเสร็จสิ้นการทัวร์ Scenic World จุดสุดท้ายก่อนอำลาจาก   และต้องพลาดไม่ได้ก็คือการ ขับรถต่อมายังจุดชมวิวที่เรียกว่า Echo Point ใน Katoomba ที่นี่ทุกคนจะเห็นภูเขาหินสามลูกที่ตั้งติดกัน อวดความงามให้แก่ผู้มาเยือน โดยเฉพาะภูเขาสามลูกที่อยู่ชิดกันเขาเรียกว่า “Three Sisters”

หากคุณมายืนตรงจุดนี้คุณจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าทำไมที่นี่ถึงถูกเรียกว่า Blue Mountains เพราะท้องฟ้าที่อยู่เหนือแนวภูเขาทั้งหมดเป็นสีฟ้าอมน้ำเงินเด่นชัดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แต่อันที่จริงแล้ว ใจได้รับคำตอบที่อธิบายเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์จากไกด์ว่า ที่นี่เป็นป่ายูคาลิปตันและต้น gum เสียมาก ต้นไม้เหล่านี้มักมีน้ำมันหอมระเหยออกจากต้น เมื่อมันอยู่รวมกันมากๆ เป็นป่าจนรวมกันเป็นภูเขาใหญ่ยักษ์ เขาว่ามันบดบังตาให้เรามองเห็นแนวสีน้ำเงินเหนือต้นไม้เหล่านั้น และจนเป็นที่มาของชื่อเรียกแนวเขาเหล่านี้ว่า  Blue Mountains นั่นเอง 

ใจว่าฟ้าที่ออสเตรเลียยังเป็นฟ้าในแบบที่ใจไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้ แต่ฟ้าที่อยู่เหนือ Blue Mountains  นั่นยิ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเช่นกัน… 

 

Random Posts


Discussion

No comments for “Blue Mountains : ภูเขาสีฟ้า”

This website uses IntenseDebate comments, but they are not currently loaded because either your browser doesn't support JavaScript, or they didn't load fast enough.

Post a comment


 

December 2008
M T W T F S S
« Nov   Jan »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

รูปของใจ

s6 tao12 mo25 42 lomo11 16 (4) 19 (3) 31 big4 29 s29 Singapore Flyer Ticket 75 new9 43 10
View more photos >