มิวเซียมสยาม..พิพิธภัณฑ์ที่ช่วยบอกรากเหง้าของเราปีนี้ทั้งปี ใจไปพิพิธภัณฑ์มาเยอะพอสมควร เฉพาะที่ออสเตรเลียประเทศเดียว ไปใจพิพิธภัณฑ์ไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง แต่ละที่ไม่เล็กอย่างที่คิด เคยไปที่พิพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในซิดนีย์ ไม่เพียงแต่ใหญ่ แต่ยังเป็นสถานที่ที่ใจประทับใจและชอบมากที่สุดในทุกๆ สถานที่ที่ได้ไปเยือนใน 3 เมืองใหญ่ของออสเตรเลียตลอดระยะเวลา 15 วันนั้น ใจเดินไปเกือบสองชั่วโมงยังดูของไม่ครบ ยังอดเสียดายที่มีเวลากับการเดินที่นี่น้อยไป การไปพิพิธภัณฑ์ในออสเตรเลียในหันนั้น ทำให้ใจกลับมาพร้อมกับคำถามในใจว่า “ทำไมเมืองไทยไม่มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้บ้าง” พิพิธภัณฑ์ในแบบที่เราสามารถเดินทางได้สะดวก ไม่ต้องออกไปไกลนอกเมือง ขับรถกันนานเกินชั่วโมงจนกว่าจะถึง จัดของแสดงได้น่าชม ทั้งของเก่า ของใหม่ปะปนกัน ไม่ต้องมีตัวหนังสือมากมาย มีการจัดแสดงข้าวของในรูปแบบที่ทำให้เราไม่ต้องยืนอ่านจนตาลาย (ไม่ได้มาทำรายงาน แต่อยากได้ความรู้ โดยไม่ต้องอ่านตัวหนังสือมากจนเกินไป) จนกระทั่ง “มิวเซียมสยาม” พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อราวๆ ต้นปีที่ผ่านมา คำถามถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์ที่ดีอย่างที่ใจอยากจะให้มีในเมืองไทย ก็เริ่มๆ มีคำตอบที่ดีขึ้นมาบ้าง แต่แม้จะยังงั้นก็ตาม ใจก็ยังไม่มีโอกาสได้แวะเวียนไปที่นี่ ปล่อยให้ตัวเองนั่งอ่านเรื่องที่คนอื่นเขียนถึงเรื่องมิวเซียมสยาม หรือเอามาออกทีวีตั้งหลายหน จนกระทั่งวันนี้ ….วันที่ใจลาออกจากงานอย่างเป็นทางการ สถานที่ที่อยากจะไปเลยมีโอกาสได้ไปอย่างเป็นทางการกับเขาเสียที ใจเริ่มจากการนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปลงท่าเตียน เดินตรงไปทางโรงเรียนพาณิชยการตั้งตรงจิต ติดกันมีอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิมตั้งตระหง่านอวดสีเหลืองสดใสอยู่ให้เห็น ตรงข้ามเป็นวังจักรพันธ์ หาไม่ยากอะไรเลย เมื่อเดินเข้าไปที่โถงชั้น 1ของตัวอาคาร พนักงานที่ดูแลที่นั่น 3 คน พร้อมใจกันยื่นแผ่นเอกสารขนาด A4 พับครึ่งให้กับใจ ด้านในเขียนคำขึ้นต้นเรื่องในกระดาษเอาไว้ว่า “เรียงความประเทศไทย” ซึ่งพอจะช่วยอธิบายความหมายของพิพิธภัฑณ์แห่งนี้ และสิ่งที่อยู่ข้างในได้เป็นอย่างดี
หลังจากที่ได้รับเอกสาร พนักงานเชื้อเชิญให้เราเข้าห้องส่วนแรกของเรียงความประเทศไทย ในห้องโถงด้านหลังเคาน์เตอร์ ที่นี่ห้องของแถมที่เขาอยากให้เรารู้ที่มาของตัวอาคารที่ใช้เป็นที่ตั้งของมิวเซียมสยาม อาคารหลังเก่า การก่อสร้างแบบเก่า ที่มาที่ไป เป็นอย่างไร ก่อนเข้าสู่ห้องหมายเลขสอง ที่ใช้เป็นส่วนเกริ่นนำ เอาไว้ “เบิกโรง” เหมือนในเอกสารบอกเอาไว้ ห้องเบิกโรง ทำให้เราได้รู้ว่า มิวเซียมสยามไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ทั่วไปในไทย ที่ไร้แสง สีเสียง และความทันสมัย เพราะเมื่อเราไปนั่งประจำที่ พนักงานสาวจะเดินมาบอกว่าห้องนี้ใช้ทำอะไร สักพักมีวิดิโอเปิดยิงตรงไปยังผนังสีขาวออกแบบให้พาดยาวบิดเกลียวแปลกตา ความยาวของวิดิโอ 7 นาที ไม่ได้สื่อสารให้เราเข้าใจตรงๆ โต้งๆ เราต้องใช้ส่วนหนึ่งของสมองเราพิจารณาสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ แสง สีเสียง จบสิ้นไปแล้วในห้องแร กบอกให้เราได้รู้ว่า นี่คือ พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่อย่างแท้จริง ที่เกิดขึ้นจริงในเมืองไทยการเดินชมพิพิธภัณฑ์ตามแบบของมิวเซียมสยามคือการเดินขึ้นไปชั้น 3 ลัดเลาะไปตามห้องต่างๆ ที่มีทั้งภาพ เสียง ข้าวของทุกชิ้นสามารถจับ สัมผัส และเล่นได้ บางจุดมีวิดิโอให้ยืนชม มีจอแอลซีดีประกบเอาไว้ให้เราใช้มือสัมผัสก่อนภาพจะเล่นตามจุดต่างๆ ก่อนที่ต้องเดินลงบันไดมาชั้น 2 เพื่อเดินชมส่วนการแสดงอื่นๆ ใจใช้เวลาอยู่ในมิวเซียมสยามเกิน 1 ชั่วโมง ทั้งเดินถ่ายรูป อ่านตัวหนังสือและยืนดูวิดิโอที่แปลกตา แต่ยังแอบบ่นอยู่นิดๆ ว่าตัวหนังสือก็ยังเยอะอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ใจได้เห็นในซิดนีย์ แต่ถึงจะแอบบ่นก็ตามที ใจก็เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะรวบรวมเอารากเหง้าของความเป็นไทยตั้งแต่ยุคไหนต่อไหน มาจัดแสดงเอาไว้ในพื้นที่แค่ 3 ชั้นของอาคารแบบนี้ ดังนั้นมิวเซียมสยามจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่จะบอกว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และเป็นไทยได้อย่างไรเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ๆ สะท้อนให้เห็นว่า “ต้องมีที่ที่แบบนี้เสียบ้างในเมืองไทย” เหนือสิ่งอื่นใดใจเชื่อว่ามิวเซียมสยามจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของรูปแบบพิพิธภัณฑ์ในบ้านเรานับจากนี้.
ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ เสมือนเป็นการอรรถธิบายความหมายของมิวเซียมสยาม ว่ากันว่า เขาสร้างสถานที่แห่งนี้ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแหล่งที่จะบอกให้คนทั่วไปเข้าใจถึงรากเหง้าความเป็นไทย ตั้งแต่ยุคของดินแดนสุวรรณภูมิสู่สยามประเทศ จนเป็นประเทศไทยอย่างเช่นในปัจจุบัน Random PostsDiscussion3 comments for “มิวเซียมสยาม..พิพิธภัณฑ์ที่ช่วยบอกรากเหง้าของเรา”Post a comment |
ถ่ายรูปสวยจัง
ไปมา 3 รอบแล้วล่ะ รู้สึกชอบเหมือนกัน ทำได้ดีเน๊อะ แถมยังเข้าฟรีอีกต่างหาก แถวบ้านเราน่าจะมีพิพิธภัณฑ์ลักษณะนี้เยอะๆ หน่อย
ว้าว อยากไปมั่งจัง หยุดปีใหม่หลายวันแบบนี้ไปเที่ยวที่นี่ดีกว่า ขอบคุณค่ะพี่ใจ