The Scarlet : บูติกโฮเต็ลสีแดงเมื่อสองปีที่แล้ว ใจเดินทางไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของ Red Hat ถึงสำนักงานประจำเอเชียในสิงคโปร์ พร้อมกับเพื่อนนักข่าวอีกหนึ่งคน การเดินทางไปสิงคโปร์โดยไม่มีทีมของบริษัทนั้นพาไปถึงที่หมายเป็นเรื่องไม่ยากเย็น เหมือนเป็นความเคยชิน ไม่ต่างอะไรกับการไปเชียงใหม่คนเดียวอะไรเทือกนั้น ใจจำได้ว่า หนนั้นได้ไปพักที่โรงแรมที่เขาเรียกกันว่า “บูติกโฮเต็ล” สีแดงแรงฤทธิ์ ชนิดที่ใจเห็นครั้งแรกก็แปลกใจว่า ทำไมช่างแดงอะไรได้ขนาดนี้ แต่ในเวลาต่อมา ถึงได้รู้ว่าที่พักแห่งนี้ไม่เพียงแต่แพง แต่ยังติดอันดับการเป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อเรื่องการตกแต่ง ออกแบบและการบริการของสิงคโปร์รวมถึงเอเชียด้วย
The Scarlet Boutique Hotels คือโรงแรมที่ใจกำลังพูดถึง บูติกโฮเต็ลนี้เปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคมปี 2548 หลังจากประสบความสำเร็จของเจ้าของในการเข้าซื้อกิจการอาคารหลังเก่าที่อยู่มาตั้งแต่ปี 1924 และทำการปรับปรุงเสียใหม่ด้วยมูลค่าในการลงทุนราว 45 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยสถาปนิกทำการออกแบบให้มีห้องพักทั้งสิ้น 80 ห้อง แบ่งเป็นแบบต่างๆ ภายในยังมีร้านอาหารขึ้นชื่อ รวมถึงผับขนาดเล็ก ด้านนอกเป็นทางเดินยาวมีร้านขายสินค้าแบ่งเป็นล็อคๆ มองเห็นสินค้าด้านในผ่านกระจกใสเหมือนกันทุกร้าน ห้องพักของที่นี่แบ่งเป็นประเภท Suites ซึ่งจะมีตีมของแต่ละห้องแตกต่างกัน รวมถึงห้องแบบ Executive/Premium Rooms และ Deluxe/Standard Rooms ราคาที่เห็นในเว็บไซต์มีหลายราคา เริ่มตั้งแต่ ห้องแบบ Standard Rooms S$290++ จนถึง Grand Suite – Splendour (2 bedrooms) S$1150++ หรือราวๆ 6,800 บาท ไปจนถึง 27,000 บาท ใจเองก็เคยไปพักบูติกโฮเต็ลหลายหนเอาการ ทั้งในบอสตัน สหรัฐฯ ตอนไปเยี่ยมฮาร์วาร์ดกับเอ็มไอที เคยไปพักโรงแรมเล็กๆ ออกแบบทันสมัยมีดีไซน์ในซิดนีย์ ขณะที่เมืองไทยก็มีโรงแรมแบบนี้มากมายเหลือเกิน จนถึงตอนนี้ใจเองก็อดเห็นด้วยกับที่หลายๆ คนให้ความเห็นว่า บูติกโฮเต็ล กลายเป็นทางออกของคนที่เป็นเจ้าของสถานที่เล็กๆ แต่อยากทำธุรกิจโรงแรม เพราะการออกแบบให้โดดเด่น ช่วยให้ราคาของห้องเพิ่มขึ้นจากเดิมได้หลายเท่าแทนที่จะปล่อยให้ดังกล่าวดูรกร้าง หรือไม่สวยงามแถมไม่สร้างมูลค่า อันที่จริงแล้ว คำว่า “Boutique hotel” นั้นเริ่มเป็นที่รู้จักมาช้านาน ในฐานะคำเรียกขานแทนโรงแรมขนาดที่มีห้องไม่เกิน 100 ห้อง โดยเริ่มเรียกขานกันในอเมริกาเหนือและสหราชอาณาจักรก่อนใครเพื่อน ว่ากันว่า โรงแรมแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษ 1980 โดยบูติกโฮเต็ลสองแห่งแรกๆ ในโลกเริ่มเปิดบริการราวปี 1981 คือ The Blakes Hotel ใน South Kensington เมือง London ออกแบบโดยสไตลิสชื่อดัง Anouska Hempel และโรงแรมที่ชื่อ Bedford ใน Union Square เมือง San Franciscoซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมในเครืออีกมากมายหลายแห่งภายใต้การบริหารงานของ Kimpton Group นอกจากนี้ในประวัติของโรงแรมเล็กและสวยงามยังพบว่า ในปี 1984 โรงแรม Morgans Hotel ก็ถือกำเนิดขึ้นใน New York โดยได้รับการออกแบบจาก Andre Putnam นักออกแบบชาวฝรั่งเศส หากใครค้นประวัติคำว่า “Boutique hotel” จะพบว่า มีชื่อของโรงแรมทั้งสามโดยเฉพาะ Morgans Hotel ติดอยู่ด้วยเสมอ เพราะได้รับการกล่าวขวัญในฐานะเจ้าตำนานบูติกโฮเต็ลจนถึงทุกวันนี้ จะว่าไปแล้วความแตกต่างของโรงแรมแบบนี้ไม่เพียงแต่อยู่ที่จำนวนห้อง แต่ยังหมายรวมถึงสถาปัตยกรรม การออกแบบ การตกแต่ง และการบริการ ที่เน้นความเป็นมิตร ใกล้ชิดกับแขกมากกว่าโรงแรมขนาดใหญ่ หลายคนยังมองว่ากลุ่มวัยรุ่นอายุ 20 จนถึง 50 มีแนวโน้มจะชอบโรงแรมแบบนี้มากกว่าอีกด้วย เพราะไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังราคาถูกกว่าโรงแรมห้าดาวอยู่หลายเท่า (แม้จะพบว่าราคาบูติกโฮเต็ลในปัจจุบันราคาจะอัพเกรดขึ้นเทียบชั้นโรงแรมห้าดาวบ้างก็มี) วกกลับมาที่ The Scarlet Boutique Hotels จะพบว่าเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจโรงแรมเล็ก และเก๋ได้ดีไม่น้อย โดยโรงแรมแห่งนี้ เคยได้รับทั้งรางวัล 2008 Singapore Tatler Best Boutiqe Hotels, Tourism Award 2008: Best Accommodation Experience – Superior Hotel และ Desire-Wine&Dine Singapore’s Top Restaurants 2008 อีกทั้ง agoda เว็บไซต์จองที่พักที่เที่ยวระดับโลกยังเคยจัดให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดโรงแรมบูติก แห่งเอเชียอาคเนย์อีกด้วย ใจเก็บภาพมาฝากกันด้วยคลิกดูภาพ
สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่ http://www.thescarlethotel.com/ ปล. เพื่อนคนหนึ่งเปรียบเทียบบูติกโฮเต็ลกับลักษณะของคนเอาไว้น่าสนใจมาก Random PostsDiscussion2 comments for “The Scarlet : บูติกโฮเต็ลสีแดง”Post a comment |
โทนสีแดงดำ สวยงามมากมายครับพี่ใจ
การเดินทางของใจ…
การเดินทางของเอ้…
ใจเขียน.. เอ้อ่าน ฮ่า ๆ ๆ