ใคร ๆ ก็ว่า Zathura หรือชื่อไทยที่ว่า “ซาทูร่า เกมทะลุมิติจักรวาล” เป็นภาคต่อของ Jumanji ที่เคยสร้างตำนานในแง่ของจินตนาการและเทคนิคพิเศษเอาไว้
ก็เห็นจะเป็นยังงั้นแหละ เพราะว่าผู้เขียนบทคือ คริส แวน ออลส์เบิร์ก ซึ่งก็คือผู้เขียนเรื่อง Jumanji มาก่อนนั่นเอง คริส แวนนี่แหละ ฝากผลงานเรื่อง The Polar express เอาไว้ด้วย
ใจเองตอนแรกที่ตัดสินใจจะดูเรื่องนี้ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ก็เห็นว่าเนื้อหาหนังก็น่าสนใจ ดูตัวอย่างที่โปรโมทเอาไว้ ดูจะตื่นเต้นดี…ที่อยู่ดีๆ อวกาศก็มาลอยอยู่หน้าบ้านซะยังงั้น
คงดีไม่น้อย ที่จะมีใครสักคน ส่งดอกไม้มาให้หน้าบ้านหรือที่ทำงานทุกวัน โดยที่เปิดเผยชื่อ…คงจะดีไม่น้อย ที่ใครบางคน ติดตาม เฝ้ามอง และเป็นห่วงเป็นใยเรา โดยที่ไม่คิดเกรงกลัวกับความยากลำบาก ….คงจะดีไม่น้อย ที่จะมีชายหนุ่ม รูปหล่อ นิสัย และรักเราอย่างแท้จริง ปรารถนาดีกับเราอย่างแท้จริง โดยไม่คิดหวังผล แต่…มันคงไม่ง่ายนัก เพราะความรัก มักมีเงื่อนไขเสมอ
เช่นเดียวกันกับ “Daisy ….ล่าหัวใจ ยัยตัวร้าย …. ” หนังเกาหลี ที่มีกำหนดฉายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ใจและเพื่อนฝูงมีโอกาสได้ชมฟรีรอบสื่อมวลชนด้วยการอุปการะคุณจาก Samart i-mobile ที่โรง SF Cinemacity เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา
หลังจากที่รอมาเป็นเดือน….ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียที กับ “My Girl & I ” …..เคยบอกแล้วว่า ใจชอบดูหนังเกาหลีมากๆ….หากนับแล้วก็หลายสิบเรื่อง ซึทาญ่ามีเท่าไรก็เช่ามาดูแทบจะหมดร้านละ แต่หากให้จำว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร คงไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ดูมาก็เยอะพอควร ยิ่งเข้าโรงก็ไม่ค่อยจะพลาดไปชมด้วยตัวเองทุกที…
นอกจาก My Girl & I จะมีคู่พระนางที่คุ้นตากันดี เพราะพระเอกนั้นดังเปรี้ยงปร้างในบ้านเราจากเรื่อง My sassy girl จนเรียกชื่อกันติดหูว่า “นายเจี๋ยมเจี๊ยม” และนางเอกดังมาจากเรื่อง “full house”
เนื้อหาของเรื่อง ที่เน้นรักโรแมนติก หวานแหวว ภาพวิวสวย และก็หักมุมเศร้าสุดๆ ในตอนท้าย ตามแบบฉบับหนังเกาหลีในหัวใจคนไทย (ซึ่งใจก็เน้นย้ำบ่อยๆ) ยังคงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ My Girl & I ด้วยในเวลาเดียวกัน
ก็ว่าคุ้นๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงหนังแล้ว ไปยืนดูแล้วดูอีก ก็คุ้นๆ เหมือนดูมาแล้ว สำหรับเรื่อง My boyfriend is type B …
จำได้คลับคล้ายคลับคราว่า เมื่อครั้งที่บินไปนิวยอร์กช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้บน fligth แบบ non-stop ถึงสองรอบ แต่ตอนนั้นเป็นซับ eng และเสียงในฟิล์มเกาหลีเต็มๆ
ชั่วโมงบินที่ยาวนานถึง 17 ชั่วโมงไม่มีหยุดของการบินไทย ทำให้ดูหนังวนแล้ววนอีกได้ หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน ใจเลยดูมันซะตั้ง 2 รอบ เพราะเห็นว่ามันหนุกและซึ้งดี ยิ่งเป็นหนังเกาหลีซะด้วย ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยไม่พลาด
เมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นนนน มีโอกาสแวบไปดู Final Destination 3 มา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดูภาคแรกและภาคสองไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปนานแล้ว
ภาพโปรโมทที่เห็นหลายๆ สื่อ ก็ค่อนข้างน่ากลัวอยู่แล้ว พอไปดูเข้าจริงก็โหดอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ นั่นแหละ ออกมาถึงออฟฟิศ ก็ต้องกินยาแก้ปวดหัวไปสองเม็ดซะยังงั้น….
เนื้อเรื่องก็ไม่ต่างอะไรกับภาคก่อนหน้า คือพรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมรุ่น ร่วมสถาบันพลาดการเดินทางอะไรสักอย่าง (ภาคที่แล้วเป็นตกเครื่องบิน ภาคนี้ตกรถไฟเหาะ) ทั้ง ๆ ที่การเดินทางครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายของทุกคน เรียกได้ว่า ถึงคราวตายแล้วนั่นแหละ….
พอแป๊ะ รุ่นน้องนักข่าวด้วยกันเข้ามาทักใน m ว่าว่างวันไหน จะชวนไปดูหนัง วินาทีนั้นใจแทบไม่คิดเลย บอกแป๊ะไปเลยทันที วันนี้พี่ว่างอ่ะ…555 ก็มันว่างจริงๆ ปกติแล้วหากเลิกงานไม่ได้ไปไหนก็จะมุ่งหน้ากลับบ้านก่อนทุกครั้ง แต่นี่มันโสดแล้วนี่เนาะ ก็เลยดูว่างๆ ชอบกล ไม่ต้องรีบไปไหนสักเท่าไร สบายใจพิกล…
นัดหมายกับแป๊ะข้างหน้าออฟฟิศ เพราะทำงานอยู่บ้านคนละหลัง คนละฝั่งถนน ข้ามฝั่งเจ้าพระยาไปได้ ก็นั่งแท็กซี่ไปไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงเมเจอร์ ปิ่นเกล้า
Recent Comments